แหล่งจำหน่ายของเล่นภูมิปัญญาไทย
ห้างสถาพร
หากจะมีของเล่นขายบ้างก็คงเป็นของเล่นจากเมืองจีนหรือฝรั่งที่นำเข้า มาพร้อมเรือสำเภาหรือเรือกำปั่น
ของเล่นจำพวกตุ๊กตาไขลานจากฝรั่งคงมีขายตามห้างฝรั่งมากขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เจ้านายบางพระองค์ชอบเล่นตุ๊กตาเหล่านี้ ดังเช่นในหนังสือชื่อราชินิกูลรัชกาลที่ 5 หน้า 143-144 บอกว่ากรมหมื่นภูบาลบริรักษ์ (ต้นสกุล กปิตถา พูดง่ายๆว่าเป็นน้องคนหนึ่งของ ร.4) ทรงชอบสะสมของแปลกๆ ต่างๆ ซึ่งมีจน “ชั้นเครื่องเล่น เครื่องกล เครื่องตุ๊กตาต่างๆ เช่นลิงใส่เสื้อสีซอยักหน้าไปมา และนกร้องในกรงเป็นต้น”
สมัยรัชกาลที่ 5 มีการประกาศขายของเล่นในช่วงใกล้คริสต์มาสและปีใหม่ของฝรั่ง และเคยมีข่าวลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกสมัย ฉบับวันที่ 25 กันยายน ร.ศ.118 พ.ศ.2442 ว่าเย็นวันที่ 23 ร.5 กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีทรงลงเรือประพาสออกแม่น้ำเจ้าพระยา ทรงแวะแพจีนเอี้ยงซึ่งทำของเล่นด้วย “เหล็กวิลาด” หรือสังกะสีขายอยู่ที่ปากคลองผดุงกรุงเกษมและทรงอุดหนุนจีนเอี้ยงจำนวนหนึ่ง
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหนังสือ ของเล่นแสนรัก โดยเอนก นาวิกมูล)
เดิมร้านขายของเล่นในบ้านพิพิธภัณฑ์เป็นร้านเล็กๆแคบๆตั้งหันหลังชนกันกับร้านขายยา ชื่อเจริญพานิช ร้านเดิมมีพื้นที่น้อย ผู้ชมเข้าไปยืนดูแบบสบายๆไม่ได
ปลาย พ.ศ.2549 สร้างตึก 2 เสร็จ มีการปรับเปลี่ยนหลายจุด ได้ย้ายร้านตัดผมอรุณเกศาขึ้นไปอยู่ชั้น 2 ใช้พื้นที่ร้านตัดผมเดิมเป็นร้านขายของเล่นแทน ตู้ที่ใช้ในร้านปรับมาจากตู้ร้านขายยาละแวกสะพานวันชาติ กทม.
ร้านของเล่นใหม่ กรรมการประชุมตกลงว่า จะให้ชื่อ “ห้างสถาพร” เพื่อขอบคุณผู้บริจาคเงินสนับสนุนบ้านพิพิธภัณฑ์อีกคนคือคุณสถาพร ลิ้มมณี ในร้านของเล่น มีของเล่นเก่าใหม่มากพอสมควรเช่น
ของเล่นยุค 2500 ที่เด็กยุค 2500 ประทับใจ เช่น เรือป๊อกแป๊ก ปืนแก๊ป จรวดโยนขึ้นไปในอากาศแล้วดิ่งหัวปักลงยังพื้นทำให้แก๊ปที่หัวระเบิดดังปัง
ตุ๊กตานานาชาติ ยุค 2500 จากคุณวรวรรธ เมืองแมน และคุณพิมพร เมืองแมน
ตุ๊กตาไขลานเด็กถือถ้วยชา แบบที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเคยส่งเป็นเครื่องราชบรรณาการส่งไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสเมื่อ 300 กว่าปีก่อน
ญี่ปุ่นเรียกว่าคาราคูริ แปลว่าตุ๊กตากล เมื่อไขลานและวางถ้วยชาลงบนมือแล้ว เด็กจะเดินไปข้างหน้าได
ญี่ปุ่นเพิ่งผลิตขายโดยทำตามตำราเก่าแก่ที่เขียนไว้ตั้งแต่สมัย ร.1 และเพิ่งเข้ามาขายในเมืองไทย บ้านพิพิธภัณฑ์ซื้อเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2549 เพื่อจัดแสดงโดยตรง
(อ่านรายละเอียดจากที่เอนกเขียนลงในเนชั่นสุดสัปดาห์ พ.ศ.2549)
จัดใหม่เมื่อปลายปี 2549
เดิมห้องนี้ ทำเป็นร้านกาแฟ เมื่อกั้นร้านกาแฟใหม่ทางตึก 2 แล้ว จึงปรับร้านนี้เป็นร้านขายขนมนมเนย สบู่ ยาสีฟัน อาหารกระป๋อง ขวดน้ำปลา ฯลฯ อย่างที่เรียกกันว่าร้านโชห่วย
ในร้านติดตู้ลำโพงสีฟ้า “เสียงตามสาย” แหล่งรับข้อมูลข่าวสารและบันเทิงคดีของคนไทยเชื้อสายจีนเมื่อ 40 – 50 ปีที่แล้ว
ร้านขายยา “จี้มิ้น”
ในข้อเขียนเรื่อง “อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยากับคำวินิจฉัยของพระยาโบราณราชธานินทร์” ซึ่งพระยาโบราณราชธานินทร์(พร เดชะคุปต์) นำคำร่ายโบราณ(คงเขียนสมัยอยุธยา) มาแสดง มีตอนหนึ่งกล่าวถึงย่านที่ขายเครื่องยาไว้ว่า ภายในกำแพงพระนครนั้น “มีตำบลย่านร้านตลาดขายของ” มากมาย บางย่านก็ขายหมากพลู บางย่านก็ขายตะลุ่มเชี่ยนหมาก บางย่านขายปิ่นปักผม กำไลมือ กำไลเท้า เสื้อ กางเกง “ย่านป่ายา ขายสรรพเครื่องเทศเครื่องไท ครบสรรพคุณยาทุกสิ่ง”
นี่แสดงว่าสมัย 200 กว่าปีก่อนโน้นมีการทำร้านขายยากันเป็นย่านแล้วแต่จะเป็นแค่แผงชั่วคราวหรืออย่างไรไม่ทราบชัด
ร้านขายยาในกรุงเทพฯที่น่าสนใจได้แก่ร้านขายยาตราหน้าวัว ที่ถนนตะนาว บางลำพู ซึ่งขายยาไทย มีตู้โต๊ะคลาสสิก ส่วนร้านขายยาจีนนั้น มีที่สวยๆหลายแห่งเช่นที่ตลาดสะพานหันเป็นต้น
ตู้ร้านขายยาที่จัดแสดงในบ้านพิพิธภัณฑ์ ทั้งหมดขนมาจากอุทัยธานี เดิมเป็นของร้านจี้มิ้นขายยาในตัวเมือง เลิกกิจการแล้ว ทายาทคือ อ.สุชาดา อารีรอบ ร.ร.มหรรณพาราม (ตลิ่งชัน)ไม่ต้องการให้ของกระจัดกระจายจึงขายให้บ้านพิพิธภัณฑ์ในราคาย่อมเยา
ตู้ยามีหลายชิ้นแต่พื้นที่บ้านพิพิธภัณฑ์คับแคบ จึงต้องแยกตู้และเคาน์เตอร์ไปใช้ห้องอื่นบ้าง ซุ้มสลักอักษรจีนเอาไปใช้ตกแต่งทางขึ้นชั้น 2 นอกจากนี้ยังมีม้านั่งสำหรับตั้งเครื่องบดยาขนาดเล็ก และตัวยาเป็นท่อนไม้สั้น ๆ บรรจุลังไม้แถมมาด้วย
ตัวอย่างตัวยาที่มีหนังสือเขียนบอกไว้ เช่น ไม้เช็ดก้นพระเจ้า(พระร่วง) โพทะเล คงคาเลือด มะดาด กำแพงเจ็ดชั้น กันเกรา พิกุล กระดูกช้าง กระดูกเสือ งาช้าง ฯลฯ
เครื่องบดยาใหญ่ได้รับบริจาคจากร้านขายยาที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์
ชั้นตากยา และหีบ กระป๋อง กล่อง ขวด ซองยา แผ่นป้าย ที่อยู่ในตู้หรือบนหลังตู้ ส่วนใหญ่เป็นของที่บ้านพิพิธภัณฑ์ซื้อเก็บไว้
ร้านขายของที่ระลึก
จัดใหม่เมื่อปลายปี 2549
เดิมพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นเคาน์เตอร์ขายบัตรเข้าชม และเป็นร้านให้เช่าหนังสือหรือร้านนิยาย(สมมติว่าห้างไทยทวี) เมื่อขยับร้านหนังสือไปอยู่ตึก 2 แล้วจึงปรับที่ตรงนี้ใหม่ให้เป็นที่ทำการหลายประสงค์ เอาตู้ลิ้นชักร้านขายยาชุดเดียวกับในร้านของเล่นมาตั้งไว้เป็นฉากหลัง เป็นที่ขายบัตรรับ-จ่ายเงิน ขายของเล่นไขลาน และของเล่นกระจุกกระจิก
ฝั่งตรงกันข้ามเป็นส่วนขายหนังสือ และสิ่งพิมพ์ของบ้านพิพิธภัณฑ์ อาทิ สมุด โปสการ์ด บัตรภาพ
ซุ้มทางขึ้นบันได
ข้อความภาษาจีนที่แกะสลักไว้บนแผ่นไม้สองข้าง กล่าวเป็นทำนองว่า ที่นี่อบอวลไปด้วยเครื่องยาสมุนไพรบำรุงสุขภาพ
ขอบคุณข้อมูลดีดีจ้า
http://houseofmuseums.siam.edu/test.htm



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น